เหมืองปิล๊อก คือ บรรดาเหมืองแร่ที่อยู่ในตำบลปิล๊อก บ้านอีต่อง เป็นส่วนใหญ่ มีมากมายหลายเหมือง มีทั้งของเอกชน บริษัท และขององค์การอุตสาหกรรมเหมืองแร่ เริ่มแรกตามประวัติที่เขาเคยจัดนิทรรศการ เมื่อปี
พ.ศ.๒๕๔๘
เมื่อ ๑๖ ปีที่แล้วในสมัยนั้นหากมาทางรถยนต์จากอำเภอทองผาภูมิ ต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า ๖ ชั่วโมง ในระยะทางเพียง ๖๐ กม. เพราะไม่มีถนนที่เป็นมาตรฐาน ลูกรังก็ไม่ใช่ หินก็ไม่เชิง พวกทำแร่บอกว่าฤดูฝนนั้นบางทีรถขนแร่เดินทางกัน ๓ วัน ยังไม่ค่อยจะถึงเลย กลุ่มกะเหรี่ยงอิสระตั้งกองกำลังติดชายแดนไทย ซึ่งเวลานั้นยังไม่ได้วางท่อส่งแก๊สที่ซื้อมาจากพม่า ทหารพม่าตีกะเหรี่ยงอัดเข้ามาจากด้านหลัง หากกะเหรี่ยงถอยก็จะถอยเข้าไทย พม่าอาจจะตามตีเข้ามาในไทยอีก และกระสุนที่ยิงโต้ตอบกันนั้น ตกเข้ามาในตลาดอีต่องทำให้เกิดเพลิงไหม้ ด้วย พม่ารุกเข้ามาในดินแดนไทยที่มีแต่ ตชด. รักษาการณ์อยู่หมวดเดียว พม่าเข้าตีไทยแล้วตีโอบออกไปกะเหรี่ยงจึงแตกพ่ายไปหมด
ปัจจุบันการวางท่อส่งแก๊สเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก๊าซจากทะเลอันดามันที่อยู่ห่างออกไปประมาณ ๕๐ กม. เริ่มส่งเข้าแดนไทยเพื่อไปยังราชบุรี เริ่มต้นส่งกันที่ปิล๊อกนี้ ได้ความรู้จากเจ้าหน้าที่ว่า แหล่งแร่ในปิล๊อกนี้มีมากถึง ๑๐ ชนิด มากที่สุดคือ แร่ดีบุก ที่อยู่ตามหุบเขา รองลงมาและมักอยู่ปะปนกันคือ แร่ทังสะเตน และยังมีสายแร่ทองคำปะปนอยู่กับสายแร่ดีบุก ไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ หากทำเป็นเหมืองใหญ่ แต่มีแรงงานไปร่อนหาแร่ทองคำกัน ส่วนการทำแร่ขององค์การนั้น ใช้แรงงานโดยไม่ต้องจ้างกำหนดพื้นที่ให้ แล้วให้เครื่องมือไปขุดหาแร่ เอามาขายองค์การ ฯ ส่วนของเอกชนมีทั้งใช้วิธีทำเหมืองฉีด (ทั้งตำบลเหลือกระบอกฉีดทิ้งไว้ชม ๑ อัน รูปร่างเหมือนปืนฉีดน้ำ แต่น้ำจะแรงขนาดฉีดรถหงายท้องได้) หรือกำหนดพื้นที่ให้แรงงานขุดแล้ว คอยรับซื้อห้ามเอาไปขายคนอื่น ๆ เทือกเขาตะนาวศรี ที่เป็นแหล่งแร่ยาว ตั้งแต่ด่านพระเจดีย์สามองค์ ไปจนถึงจังหวัดระนอง เฉพาะในปิล๊อกแหล่งแร่ยาวประมาณ ๒๐ กม. เมื่อเริ่มทำเหมืองนั้น เริ่มจากคนพม่าข้ามเข้ามาทำแบบเหมืองเถื่อน ต่อมาทางราชการไทยจึงเข้าควบคุม บ้านอีต่องจึงเต็มไปด้วยประชากรหลายชาติ หลายภาษา มีไทย พม่า กะเหรี่ยง ทวาย มอญ และลาว ที่เข้ามาเป็นลูกจ้างขุดแร่ (เหมืองสมศักดิ์ เคยมีคนงานประมาณ ๖๐๐ คน) เหมืองแร่ต่าง ๆ เริ่มทยอยปิดเพราะเหตุ ๒ ประการ ราคาแร่วุลแฟรม และดีบุกราคาตกมาก และส่วนใหญ่ปิดเพราะแร่หมด หรือหมดสัมปทาน จะขอใหม่ก็ช้ามากและยิ่งเป็นที่อุทยานแห่งชาติ โอกาสจะขอได้แทบจะไม่มี จึงทยอยกันปิดตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๓๔ ปัจจุบันไม่มีเหมืองแร่เหลือเลย คงเหลือชาวบ้านอยู่ไม่กี่ร้อยหลังคาเรือน แต่อีต่องหรือปิล๊อกกำลังจะกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยว รีสอร์ทเริ่มเกิดขึ้นหลายแห่ง
จุดชมวิว จุดนี้รถตู้ขึ้นได้เป็นฐานของ ตชด. อยู่สูงเด่นขึ้นมาแล้ว มองเห็นทิวเขาและป่า ในเขตของพม่าเพราะอยู่ตรงชายแดนพอดี
วัด ในตำบลปิล๊อกมี ๒ วัด คือ วัดเหมืองอีปู่ อยู่เยื้องสถานีตำรวจ อีกวัดหนึ่งอยู่ในหมู่บ้านที่อยู่ห่างจาก สภ.ต. ประมาณ ๓ กม. ปากทางเข้าหมู่บ้าน มีศาลเจ้าบนไหล่เขา ส่วนวัดนั้นเป็นแบบวัดพม่า ไม่ใหญ่โตนักแต่มีอุโบสถไม่ใช่ศาลา หรือวิหารอเนกประสงค์ เหมือนวัดศรีรองเมือง ที่ลำปาง ซึ่งเป็นวัดสถาปัตยกรรมพม่าแท้แน่นอน
โรงเรียน เห็นมี ๒ แห่งคือ ที่หน้า สภ.ต. ของ ตชด. ดำเนินการ ๑ แห่ง อีกแห่งชื่อ โรงเรียน "เหมืองแร่ อีต่อง" ซึ่งอยู่ในโครงการของสมเด็จพระเทพรัตน์ราชสุดา ฯ
ตลาดอีต่อง เป็นตลาดโบราณ หลังคาสังกะสี อยู่สองฟากของถนนแคบ ๆ ที่รถพอวิ่งเข้ามาได้ ไม่คึกคักเหมือนสมัยที่มีเหมืองแร่เปิดกิจการ โรงแรมโบราณ และโรงหนังเคยอยู่ในตลาดแห่งนี้ มีร้านอาหารเล็ก ๆ ไม่ได้ชิมแต่มองดูแล้วน่าจะใช้ได้ ที่ไม่ได้ชิม
สินค้าที่ขายในตลาดมีอาหารแห้งเช่น บะหมี่สำเร็จรูป ฝ่ายไทยเราให้ทหารพม่าขับรถข้ามช่องเขาขาด เข้ามาซื้ออาหาร เครื่องใช้ได้ แต่ฝ่ายเขาไม่ให้เราเข้าไป ปลากระป๋อง มาม่า จึงขายดี ของกินของใช้ราคาถูกจากฝั่งพม่า เช่น ถั่วคั่วหลายชนิด หอม กระเทียม ปลาแห้ง หอยแห้ง กุ้งแห้งตัวโต ๆ จากทะเลอันดามัน เมื่อก่อน กั้งทะเล กุ้งมังกร กุ้งสด ก็มีเข้ามาขาย และยังมีพวกเสื้อผ้า โสร่ง ชุดทหารพม่า หรือฟลุ๊ค จะมีปูทะเลข้ามแดนเข้ามาเพื่อเข้าไปขาย
เนินเสาธง เลยตลาดอีต่องขึ้นไป เนินนี้อยู่ชายแดน คนละเนินกับเนินจุดชมวิว อยู่ในท้องที่บ้านหินกอง เนินเสาธง เป็นพื้นที่ยอดเขา ที่กั้นพรมแดนระหว่างประเทศไทย กับสหภาพพม่า ทางไทยจัดตั้งเสาธงขนาดใหญ่คู่กันคือ ธงไทย และธงเมียนม่า เพื่อแสดงว่าจุดนี้คือ ชายแดนไทย พม่า และหน่วยที่จัดตั้งคือ หน่วยทหารไทย และให้ชื่อเนินนี้ว่า "เนินเสาธง" อนุญาตให้ประชาชนขึ้นไปชมได้ ขึ้นไปจะเห็นภูมิประเทศในแดนพม่า และทางเนินในด้านพม่า เขาปลูกบ้านรับรองเอาไว้หนึ่งหลังสำหรับนายทหารเขามาพัก เพราะเขามีหน่วยทหารอยู่ทางช่องเขาขาดที่อยู่ถัดไป และตรงทางขึ้นเนินเสาธง มีชาวบ้านตั้งโต๊ะขายสุราประเทศพม่า ขวดสวยดี
ช่องเขาขาด อยู่เลยเนินเสาธงไปหน่อยหนึ่งจะเป็นช่องเขาที่ระเบิดเขาให้เป็นช่องเพื่อทำทางให้รถยนต์วิ่งผ่านเข้าออกได้ และจะลงไปยังหน่วยทหารพม่า ทางไทยไม่มีหน่วยทหารแล้ว คงมีแต่ตำรวจ ตชด.รักษาการณ์อยู่เดินลงไปได้ แต่อย่าเข้าไปมากนัก มองเห็นเจดีย์ติดกับหน่วยทหารสร้างขึ้นใหม่ และหากมองกลับลงมาก็จะเห็นสถานีส่งแก๊สของไทย ที่เมื่อรับแก๊สจากฝั่งพม่าแล้วก็จะมายังตำบลส่งแก๊ส ณ จุดนี้และแก๊สจะถูกส่งทางท่อไปจนถึงราชบุรี ส่งต่อไปไหนอีกไม่ได้ซักถามผู้รู้ดู
คงจะพาเที่ยวตำบลปิล๊อกได้แค่นี้ เสียดายที่เส้นทางเข้าน้ำตกหลายแห่งยังไม่ได้พัฒนา ซึ่งชาวอีต่องบอกว่าหลายแห่งเขาเคยเห็นมาแล้ว
กลับมายังรีสอร์ทของป้าเกล็น ซึ่งหากกลับจากตลาดก็จะมาถึง สภ.ต.ปิล๊อกก่อน เลย สภ.ต.มาสัก ๓๐๐ เมตร ทางขวามือจะมีเส้นทางลงไปยังรีสอร์ท เมื่อเลี้ยวลงไปแล้ว เส้นทางจะเป็นถนนที่เหมืองเก่าใช้และลงหินเอาไว้ให้พื้นแข็ง แต่จะเป็นหินก้อนโต เพราะให้รถบรรทุกแร่วิ่ง ไม่ได้เตรียมไว้ให้รถเก๋งวิ่ง ปัจจุบันจึงต้องเป็นรถโฟวีล จึงจะวิ่งได้ ผ่านหมู่บ้านเล็ก ๆ มีไม่กี่หลังคาเรือน มาผ่านสามแยก แยกนี้ไปน้ำตกจ๊อกต่อง ได้แต่ทางจะลำบากมาก และเลาะเหวไป อันตราย และต้องลงเดินอีก ก็เลยยังไม่ขอไปเยี่ยมจ๊องต่อง เลยต่อไปใกล้จะถึงรีสอร์ทมีลำธาร ไม่มีสะพานแต่พื้นแข็งมากรถข้ามได้ทุกฤดูกาล ทางขวาริมลำธารมีโรงไฟฟ้าเรียกให้โก้ ๆ ไปอย่างนั้น ความจริงเป็นเพิงที่ปลูกเพื่อบังแดด บังฝน ให้เครื่องไฟฟ้าที่ใช้พลังน้ำ ในตอนค่ำจะเปิดเครื่องเดินประมาณสามทุ่ม แต่หากเป็นฤดูฝนอาจจะเปิดได้ทั้งวันก็ได้ ที่รอเปิดสามทุ่มเพราะต้องรอน้ำในลำธารที่ไหลมาจากเขามากักสะสมอยู่ที่ฝายทดน้ำที่อยู่ข้างบังกะโล รอให้น้ำมากพอ จึงปล่อยให้ไหลมาหมุนใบจักร ไปหมุนไดนาโมปั่นไฟฟ้ามาใช้กันถึงเช้ามืด ส่วนก่อนหรือหลังนี้จะทำไฟจากเครื่องปั่นไฟ
เมื่อข้ามลำธารมาแล้วเป็นทางแยก หากเลี้ยวซ้ายไปสัก ๑๐๐ เมตร มีสำนักสงฆ์มีพระพม่าอยู่องค์หนึ่ง กับลูกศิษย์วัดที่เป็นเด็กลูกคนงานของป้าเกล็นอยู่คอยรับใช้ พระฉันมื้อสาย ๆ มื้อเดียว พอสักสามโมงเช้า เด็กจะเดินนำหน้าพระตีกังสดาลแบบพระทางล้านนา ให้ชาวบ้านรู้ว่าพระมาแล้ว ลูกบ้านของป้าเกล็น มีอยู่ ๖ - ๗ ครัว ก็จะเตรียมอาหารไว้ใส่บาตร และพระจะมาบิณฑบาตถึงที่พักป้าเกล็น ป้าเกล็นท่านไม่ได้ใส่บาตรเอง แต่ให้แม่ครัวทำอาหารใส่บาตรทุกวัน
สงครามเก้าทัพ เมื่อ พ.ศ.๒๓๒๘ พอปี พ.ศ.๒๓๓๐ รัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เช่นกัน ทัพไทยเข้มแข็งมากจึงโปรดให้ทัพไทย ไปตีทวายเรียกว่า ศึกไทยตีทวาย เสด็จนำกองทัพไปเอง แต่พอดีเกิดศึกทางเหนือจึงแบ่งกำลังส่วนใหญ่ ให้กรมพระราชวังบวร ฯ ยกไปช่วยทางเหนือ พระองค์นำกำลังเพียงสองหมื่น มาเพื่อข้ามเทือกเขาตะนาวศรีไปตีทวาย การเดินทัพเริ่มด้วยเดินทัพไปตามลำน้ำแควน้อย เมื่อขึ้นบกแล้วให้กองหน้าที่มีกำลังพลหนึ่งหมื่น เดินทัพล่วงหน้าไปก่อน เส้นทางเดินทัพ เพื่อไปตีทวายนั้นมี ๒ เส้นทางคือ ข้ามเทือกเขาตะนาวศรี ไปทางด่านบ้องตี้เป็นเส้นทาาด้านใต้ แต่เมื่อผ่านด่านบ้องตี้แล้ว ต้องไปเดินทัพผ่าน หรือตีผ่านตะนาวศรีไปก่อน จึงจะไปตีทวายได้ ส่วนเส้นทางเหนือพอข้ามเขาตะนาวศรีก็จะถึงตัวเมืองทวายเลย จึงใกล้กว่าทางใต้ แต่เส้นทางกันดารแสนสาหัส เส้นทางเหมาะสำหรับทหารราบที่เดินเท้า ช้างจะเดินลำบากมากต้องใช้งวงเกี่ยวต้นไม้ดึงตัวเองขึ้นไป ช้างตกเหวตายเป็นอันมาก ยิ่งปืนใหญ่ยิ่งลากข้ามเขาไปด้วยความยากลำบาก ใกล้กว่าทางด่านบ้องตี้ก็จริง แต่ไปยากกว่า ใช้เวลานานกว่า พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬา ฯ ถึงกับตรัสว่า ไม่รู้ว่าทางเดินยากอย่างนี้ พาลูกหลานมาได้ความลำบากหนักหนา การศึกครั้งนี้ล้อมเมืองทะวายอยู่ครึ่งเดือน การส่งกำลังทำได้ยาก เสบียงอาหารก็เบาบางลง พอดีกรมพระราชวังบวร ฯ เสด็จตามขึ้นไปเฝ้ากราบบังคมทูลให้เสด็จกลับพระนคร ส่วนพระองค์จะยั้งทัพมาอยู่ที่นี่ ไม่ให้ตามตีทัพไทยเวลาถอยทัพได้ จึงเสด็จกลับพระนคร กองทัพกรมพระราชวังบวร ก็ทยอยถอยทัพ พม่าตามมาจนสิ้นแดนเมืองทะวาย ก็ยั้งทัพอยู่แค่นั้นมิได้ตามตีเข้ามาในแดนไทย
ด่านบ้องตี้ จึงมีชื่อในการเดินทัพเพียงครั้งเดียวของทัพพม่าในสงคราม ๙ เก้าทัพ ส่วนทัพไทยยกผ่านออกไปเหนือด่านบ้องตี้ ทางใกล้กว่าแต่ไปลำบากกว่า ไม่ได้ผ่านตรงช่องด่านบ้องตี้ แม้จะมีความสำคัญน้อย แต่ระยะทางก็ไกลจากตัวอำเภอไทรโยคเพียง ๒๕ กม. สมเด็จพระเทพรัตน์ราชสุดาเคยเสด็จมาแล้ว นักท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์น่าตามไปดู ไปเห็นว่าพม่าเข้ามาได้อย่างไร ไปเสาร์ต้นเดือนก็จ่ายตลาดชายแดนได้ ไปเที่ยวดูเทือกเขา ช่องเขาประวัติศาสตร์ชมภูมิประเทศ ป่าเขาที่งดงาม และยังบริสุทธ์