ไปตามถนนสาย ๓๒๓ ต่อไปจากอำเภอไทรโยค ก็จะมาถึงน้ำตกเขาพัง หรือไทรโยคน้อย ก่อนถึงสัก ๑๐๐ เมตร เยื้องกับปั๊มน้ำมันบางจาก มีซุ้มของอร่อยซื้อติดไปเป็นเสบียงได้ หรือเป็นของฝากในเที่ยวกลับ คือ ซุ้มไส้อั่ว มีไส้อั่วหมู เนื้อ วุ้นเส้น และมีแบบทำเก็บใส่ไว้ในตู้เย็นได้นาน มีไก่ย่าง ร้านติดกันมีส้มตำ เลยซุ้มไส้อั่วไปแล้วก็จะมาถึงลานของกิน ของฝากลานมหึมาอยู่ริมลานที่จอดรถ ลงรถแล้วเดินข้ามลานไปชมน้ำตกเขาพัง หรือไทรโยค ฤดูฝนน้ำมากสวยเป็นม่าน ฤดูร้อนมีแอ่งรับน้ำตกที่เรียกกนว่า ตกยังกับเยี่ยวช้าง แต่แอ่งตื้นปล่อยเด็กลงเล่นน้ำได้สบาย เลยไทรโยคน้อยไป ก็จะมาถึงทางแยกซ้าย เพื่อไปยังน้ำตกไทรโยค มีร้านอาหาร ที่พัก
เลยไปอีก กม. ๙๓.๘๐๐ ก่อนข้ามสะพาน อยู่ทางขวามือ ร้านทหารเก่า อาหารอร่อยมาก ราคาย่อมเยา ปลาสามรสปลาอะไรก็ทำอร่อยทั้งนั้น ห่อหมกเขาร้องว่าของเขาอร่อยที่สุดในโลก แกงเขียวหวานพริกขี้หนู เผ็ดอร่อย ราดข้าวดีนัก ทอดมันเหนียวหนึบ
เลยต่อไปทางแยกขวามือ ประมาณ กม.๑๐๕ เลี้ยวขวาตามป้ายไปนิดเดียว จะถึงพุน้ำร้อนหินดาษ พุน้ำร้อนแห่งนี้ ทหารญี่ปุ่นที่มีสร้างทางรถไฟสายมรณะมาพบ และพวกนี้ชอบอาบน้ำร้อนธรรมชาติ จึงทำบ่ออาบแยกนายทหารสัญญาบัตร และนายทหารประทวน แต่ตอนนี้ก็แยกเหมือนกัน โดย อบต. ตั้งโต๊ะเก็บเงิน สำหรับผู้ที่จะข้ามลำธาร ไปฝั่งตรงข้ามเก็บคนละสิบบาท หากอาบน้ำในห้องก็แพงขึ้นไปอีก ธารน้ำไหลนั้นเป็นธารน้ำเย็น วิธีอาบให้แช่น้ำร้อนในบ่อเสีย ๑๕ นาที แล้วมาแช่น้ำเย็น ริมฝั่งธารก่อนข้ามสะพานมีคำขวัญของอำเภอทองผาภูมิ เขียนไว้ว่า
พุน้ำร้อนหินดาษ ตลาดอีต่อง โบอ่องเจดีย์ ราชินีปูไทย เพลินใจแควน้อย เกินร้อยภูผา
จากพุน้ำร้อนหินดาษ ที่ฝรั่งมาลงอาบน้ำแร่กันมากกว่าคนไทย กลับออกมาถนนสาย ๓๒๓ เลี้ยวขวาวิ่งไปจนพบสามแยก หากเลี้ยวขวาจะไปตามสาย ๓๒๓ ไปยังด่านเจดีย์สามองค์ หากไม่เลี้ยวตรงมานิดเดียวจะมีทางแยก เข้าตลาดทองผาภูมิ ยามเช้ามีอาหารสดขายมากมาย มาจากแหล่งผลิตคือ ชาวบ้านที่ปลูกนำมาเอง ที่ถูกมาก คือปลาสดจากเขื่อนที่ชาวประมงจับมาขาย หากเราพักรีสอร์ทย่านนี้ เช้า ๆ ออกมาจ่ายตลาด ซื้อปลาตัวโต ๆ ไปทำอาหารจะได้ของดีราคาถูก รวมทั้งซื้อสินค้าจากพม่าที่เป็นสินค้าพม่า และสินค้าจากจีนที่เข้ามาทางพม่า จ่ายตลาดทางผาภูมิสนุก สินค้ามากราคาย่อมเย
ถ้าไม่เลี้ยวขวาเข้าตลาด วิ่งผ่านไปก็จะมาเข้าประตูที่ทำการ เขื่อนวชิราลงกรณ์ มีที่พัก มีร้านอาหาร หากไม่เลี้ยวเข้าประตูเขื่อนคงตรงต่อไป ถนนจะเลียบริมเขื่อน เห็นท้องน้ำที่กว้างใหญ่ ปลายฝน ต้นหนาว จะสวยนัก เพราะน้ำจะใส และน้ำมากเต็มอ่าง ภูเขาในอ่างกลายเป็นเกาะกลางน้ำ และริมขอบอ่างน้ำนี้ จะมีรีสอร์ทมากมายอยู่ในแพลอยอยู่ในน้ำก็มี ถนนวิ่งเลียบขอบอ่างไปหลายกิโลเมตร ๓๒ กม. จากทองผาภูมิจะถึงบ้านไร่ น่าจะเป็นตำบล เป็นครึ่งทางที่จะไปยังตำบลปิล๊อก จากบ้านไร่ทีนี้ถนนจะไต่เขาสูงชันไปตลอด เมื่อ ๑๖ ปีที่แล้ว ผมมาทำงานด้านยุทธศาสตร์พัฒนา ที่ปิล๊อก หากมาทางรถยนต์ต้องใช้เวลาเดินทางค่อนวัน ฤดูฝนเขาบอกว่า รถขนแร่บางทีขนกันตั้งแต่เข้าพรรษา กว่าจะออกมาได้ก็พอดีออกพรรษา เพราะถนนดิน เขาสูงชัน ผ่านไปในป่าบริสุทธิ์ที่แสนสวย คือพื้นที่ส่วนใหญ่ของอุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ แต่ถนนในปัจจุบันเป็นถนนชวนเที่ยว ชวนไปชิมเพราะลาดยางเรียบร้อย แม้จะไม่กว้างนัก แต่รถก็สวนกันได้สะดวก รถเก๋งวิ่งได้สบาย รู้จักเปลี่ยนเกียร์บ้างก็แล้วกัน แต่รถโฟวีลดีที่สุด เพราะสถานที่ท่องเที่ยวหลายจุด ควรลุยด้วยรถโฟวีล จากบ้านไร่ไปอีก ๓๑ กม. จะถึงตลาดอีต่อง อีต่องเป็นชื่อบ้าน ขึ้นกับตำบลปิล๊อก และเป็นที่ตั้งของตำบลปิล๊อก เมื่อก่อนเคยได้ยินกันแต่คำว่า เหมืองปิล๊อก ผมเองก็เข้าใจว่าเหมืองปิล๊อกมีเหมืองเดียว เพราะเมื่อก่อนไม่ได้ตั้งเป็นตำบลปิล๊อก ที่จริงต้องบอกว่าเป็นเหมืองในตำบลปิล๊อก เพราะมีมากมายหลายสิบเหมือง การทำเหมืองแร่ที่ปิล๊อกเริ่มจากพม่าข้ามมาขโมยทำก่อน แล้ววเวราจึงเข้าควบคุมในภายหลัง มีแหล่งแร่มากหลายชนิดผมเคยไปพอดีเขามีงานนิทรรศการ เขาบอกว่ามีแร่ถึง ๑๐ ชนิด มากที่สุด พวกดีบุก และทังสะเตน ทองคำก็มีแต่ไม่มากพอที่จะทำเหมือง นอกจากชาวบ้านร่อนจากลำธารเอาไปขาย เหมืองแร่ที่ยังเปิดดำเนินการ ในปิล๊อกเวลานี้ไม่มีแล้ว เพราะส่วนใหญ่แร่จะหมด หรือบางเหมืองก็สัมปทานหมด และจะขอใหม่ก็ยากมาก เพราะพื้นที่กลายเป็นป่าสงวนแห่งชาติ หรือพื้นที่ในอุทยานแห่งชาติไปแล้ว จากแหล่งผลิตแร่ จึงกำลังกลายสภาพมาเป็นแหล่งท่องเที่ยว และนักท่องเที่ยวมามากขึ้นทุกที ผมไปเที่ยวเมื่อปีก่อน ยังมีนักท่องเที่ยวน้อยกว่านี้ ปีนี้มีไปกันมากแต่ส่วนใหญ่พักที่ทองผาภูมิ มาเช้าเย็นกลับไม่ได้นอนที่ปิล๊อก
อีก ๕ กม. จะถึง สภ.ต.ปิล๊อก ทางขวามือคือ ทางเข้าอุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ ลงไปเซ็นชื่อขออนุยาตเข้าไปชม ไปพักได้ เมื่อเข้าไปแล้ววิ่งไปตามป้าย ไปยังจุดชมวิว จะผ่านป้ายชี้ทางไปบ้านพัก จนกระทั่งไปถึงลานจอดรถที่จะเดินไปอีกสัก ๕๐ เมตร ก็จะถึงหอชมวิว ทางด้านซ้ายของลานมีสุขาชั้นเยี่ยมแต่ไม่สากล มีห้องอาบน้ำด้วย เพราะที่ลานกว้างนี้ให้เป็นที่กางเต้นท์นอนได้ แต่ต้องเสียค่ากางเต้นท์นอน เลยลานออกไปก็จะเป็นหอชมวิวที่มองเห็นยอดเขาที่สูงที่สุดในอุทยาน ฯ คือ ยอดเขาช้างเผือกที่มีความสุง ๑,๒๔๙ เมตร อยากทราบรายละเอียดเมื่อเข้าประตูไปแล้ว ก็จะพบศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ที่พักน่าจะเช่าจากตรงนี้ แต่ผมไม่ได้พักที่อุทยาน ฯ
อีกประมาณ ๓ กม. จะถึง สภ.ต.ปิล๊อก ทางขวามือมีทางแยกไปน้ำตกที่สวย และเอารถไปสะดวกที่สุดคือ น้ำตกจ็อกกระดิ่น เลี้ยวขวาเข้าไปตามทางดินประมาณ ๒ กม. ถึงลานจอดรถ เดินต่อไป อาจจะข้ามลำธารที่มีน้ำไหลด้วย หากฤดูฝนก็ข้ามหลายแห่งหน่อย เดินไปประมาณ ๑๐๐ เมตร ตรงลานจอดรถมีสุขาพออาศัยได้ จ็อก แปลว่า ก้อนหิน กระดิ่น แปลว่า หน้าผา